วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj <p> วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี วารสารนี้เป็นวารสารทางวิชาการสำหรับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอก เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านนิติศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวกับสังคมท้องถิ่นภาคใต้ รวมทั้งในประเทศไทย ตลอดถึงเผยแพร่งานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาตามคุณภาพบัณฑิตศึกษา <strong>ซึ่งตีพิมพ์ปีละ </strong><strong>2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม)(ฉบับละ 8 บทความและมีการดำเนินงาน จัดพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัย (Research paper) และ บทความวิชาการ (Academic paper)</strong></p><p> บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น เป็นบทความที่สร้างองค์ความรู้ และมีคุณภาพในทางวิชาการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อการอ้างอิงได้ เพราะผ่านการพิจารณากลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน ซึ่งเป็นการประเมินแบบไม่แสดงชื่อผู้แต่งและผู้ประเมิน (Double blinded) ก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชน จึงทำให้วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี เป็นวารสารวิชาการที่มีคุณภาพ</p><p> วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น จัดเผยแพร่วารสารเป็นรูปเล่มฉบับสมบูรณ์ (print) (ISSN 2586-8802 ) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) (ISSN 2651-2157) </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p> e-journal.sru.ac.th en-US วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2586-8802 บทบรรณาธิการ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/994 <p>“ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง” เนื้อหาในท่อนนำของเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ปลุกเร้าผู้ดำเนินการจัดทำวารสารให้เกิดวิริยะในการมุ่งมั่นสรรค์สร้างงาน “วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น” เพื่อหวังให้เป็นวารสารปฐมฤกษ์แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ถ้อยคำแห่งบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่เปี่ยมล้นด้วยความหมายอันทรงพลัง เสมือนดั่งเสริมความแกร่งแห่งชีวิต ได้สถิตเป็นขวัญและกำลังใจในการต่อสู้กับภาระอันใหญ่หลวงโดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใด ๆ แต่ด้วยบริบทในการก่อตั้งวารสารที่มีกระบวนการที่สลับซับซ้อน และเป็นงานที่เกี่ยวกับเอกสาร จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรัดกุม ประกอบกับประสบการณ์ในการทำงานด้านวารสารยังอ่อนด้อยคล้ายเด็กที่หัดเดิน จึงก่อความยุ่งยากในการเดินหน้าต่อไปอยู่มิใช่น้อย มีบางครั้งที่เกิดหดหู่ท้อถอย เกิดฟุ้งซ่านจนไม่สามารถเรียบเรียงความคิดในการจัดการความสำคัญของงานให้ลำดับก่อนหน้าหลังได้ นั่นหมายถึง นิวรณ์อันเป็นเครื่องกั้นขวางมิให้บรรลุความดีเข้ามาครอบงำเหนือจิตตกัมมัญญตาเสียสิ้นแล้ว ส่งผลให้ใช้เวลาอยู่กับการตั้งสติเพื่อขับไล่ความอันธการให้พ้นจากวังวนแห่งความวิบากอยู่พอควร</p><p> อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งอย่างย่อมมีการเริ่มต้นดั่งดวงตะวันลับล่วงขอบฟ้าไปแล้ว ก็หวนคืนกลับมาเยือนกันใหม่ วารสารฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน อย่างไรเสียจะต้องมีการเริ่มต้นเพื่อจะได้มีก้าวต่อ ๆ ไป ถูกต้องที่สุดกับสุภาษิตที่ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” เป็นการเตือนสติให้ร่วมกันทำงานอย่างเป็นทีม จะให้สถานการณ์ที่ดียิ่งกว่า เมื่อคิดได้ดังนี้จึงเกิดทีมงานก่อตั้งวารสารขึ้น โดยร่วมประชุมตกลงกันเพื่อเร่งแข่งกับเวลาให้วารสารฉบับปฐมฤกษ์แห่งคณะนิติศาสตร์ได้สำเร็จ ดังนั้นการศึกษาปัจจัยทุก ๆ ด้านของการก่อตั้งวารสาร การพยายามศึกษาทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อให้เข้าสู่ผลการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูลในฐาน TCI จึงเป็นโจทย์ท้าทายความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา นับแต่ผู้เขียนและทีมงานได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แบกรับภาระอันสำคัญยิ่งในครั้งนี้</p><p> คณะนิติศาสตร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ปัจจุบันคณะนี้ได้เติบโตขึ้นตามลำดับ มีคณาจารย์หลายท่านได้เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ และอีกหลายท่านได้ไปศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศตลอดถึง เหล่าบัณฑิตจำนวนมากที่จบการศึกษาแล้ว ได้ออกไปประกอบสัมมาอาชีพอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จอีกระดับหนึ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่คณะนิติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งอนาคตจะมีการเปิดหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตซึ่งคงจะไม่ไกลเกินฝันนัก การก่อตั้งวารสารประจำคณะจึงเปรียบเสมือน การสร้างหลังคาไว้เป็นที่คุ้มแดดกันฝนและเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงให้กับบ้านของพวกเราชาวนิติศาสตร์ทุกคน ยิ่งกว่านั้น เพื่อเป็นศูนย์รวมให้นักวิชาการและบุคคลผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสปลูกต้นกล้าทางวิชาการให้งอกงามไพบูลย์อยู่บนผืนนาแห่งวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น ครั้นสิ้นรอบหนึ่งเพียงครึ่งปี ตามที่กำหนดระยะเวลาไว้ เมล็ดข้าวแห่งปัญญาจักออกรวงมาให้เก็บเกี่ยวเกิดเป็นคุณค่าตอบสนองแก่สังคมและชาติบ้านเมืองอย่างน่าภาคภูมิใจ</p><p> อนึ่ง เนื้อหาสาระของบทความในวารสารฉบับนี้มีอยู่ ๗ เรื่อง และเป็นบทวิจารณ์หนังสืออีก ๑ เรื่อง ทุกเรื่องผ่านการประเมินจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิอย่างครบถ้วน แม้ว่าบทความวารสารนี้จะมีเนื้อหาหลากหลายก็ตาม แต่ก็คงไว้อยู่บนพื้นฐานแห่งแนวทางพัฒนาด้านกฎหมายที่ทรงคุณค่า อีกทั้งในการเผยแพร่บทความในฉบับต่อ ๆ ไปนั้น ทางวารสารได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสังคมไทย จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการผดุงมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อันเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่มีภาระมากมายหลายด้าน อาทิ การเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่น การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การเรียนรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น ให้มีจิตสำนึกประชาธิปไตย คุณธรรม จริยธรรม และความสามารถในการบริหารงานพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น เป็นต้น ด้วยการเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักวิชาการ ตลอดถึงประชาชนผู้ให้ความสนใจที่ฝักใฝ่ในผลงานวารสาร ได้มีโอกาสนำปัญหาหรือประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ สร้างสรรค์เป็นบทความในแง่ของศาสตร์แห่งสังคม นำมาพิมพ์เผยแพร่ อาจนำมาสู่การโต้แย้ง วิพากษ์ วิจารณ์ จนกระทั่งตกผลึก เป็นหนทางในการแก้ปัญหาให้กับสังคมได้อีกโสดหนึ่งด้วย</p><p> ประการสำคัญ วารสารวิชาการเพื่อรับใช้สังคมฉบับนี้ ย่อมเกิดขึ้นมิได้ ถ้าไม่ได้รับความอนุเคราะห์จากครูผู้เป็นเมธีอันเปี่ยมด้วยความเมตตาท่านหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ผู้เขียนได้เข้าพบท่านและปรารภเรื่องการก่อตั้งงานวารสาร ท่านได้ให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ของท่านที่ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการวารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์มาอย่างยาวนาน ทำให้แสงสว่างได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมนในมโนสำนึก ขับไล่ทุปปัญญาให้ห่างไกลจากใจผู้เขียนไปอักโข ประกอบกับ ก่อนหน้านี้ท่านได้ถ่ายทอดศิลป์และศาสตร์แห่งภาษาไทยให้แก่ผู้เขียนได้มีโอกาสรังสรรค์บทความนำผลงานวิชาการสู่เวทีวารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ในช่วงปีกลายที่ผ่านมา ถือได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดสำนึก เล็งเห็นถึงคุณค่าในการจัดทำวารสารฉบับนี้ยิ่งขึ้น</p><p> แม้นว่าผู้เขียนจะมีความมุ่งมาดปรารถนาให้งานวารสารเกิดผลสัมฤทธิ์สักเพียงใดก็ตาม หากไร้ซึ่งผู้คอยชี้นำแนวทาง คงยากยิ่งนักที่จะสำเร็จ ดุจเรือเดินทะเลที่ปราศจากเข็มทิศ อาจพุ่งชนเอากับหินโสโครกถึงขั้นอับปางลงได้ ฉะนี้ ผู้เขียนจึงขอความเมตตาจากท่าน ให้ท่านกรุณาเป็นเสาหลักประดุจปริณายก ด้วยการดำรงเป็นกองบรรณาธิการให้กับวารสารฉบับนี้ ท้ายที่สุด ท่านได้ตกปากรับคำ นำมาซึ่งความปีติยินดีให้กับผู้เขียนยิ่งนัก ครั้งหนึ่งในวาระการประชุมงานวารสาร ท่านให้โอวาทแก่ทุกคนว่า พึงตั้งมั่นอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยยึดหลักธรรม คือ พละ ๕ อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เพื่อเป็นแนวทางประคองจิตใจในขณะเจออุปสรรค ท่านเล่าถึงอัตชีวประวัติของท่านเมื่อต้องผจญกับปัญหานานัปการ นับแต่เริ่มต้นเข้าสู่วงการวิชาการจนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาเป็นศาสตราจารย์ว่า “ท่านไม่ได้โตอย่างเขียดที่พยายามก้าวกระโดดขึ้นไปจับเกาะที่ใดก็ได้ แต่ท่านใช้ความมุมานะเพียรพยายามอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่างหากเล่าจึงสำเร็จ”ท่านได้ตักเตือนพวกเราต่อไปว่า “เมื่อปรารถนาจะเป็นนักวิชาการที่ดีมีคุณธรรมให้พึงระวังมาร ๔ จำพวก ได้แก่ ธนมารา ศฤงคารมารา ทุปปัญญามารา และอหังการมารา พวกมารเหล่านี้จะเป็นผู้เข้ามากั้นขวางคุณงามความดีในขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่” ด้วยจิตเมตตาของท่านที่มอบความรู้ให้แก่ทีมงานวารสาร ประหนึ่ง ศิษย์ผู้มีครูที่พร้อมจะต่อสู้กับความเหนื่อยยากทั้งกายและใจ หวังให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานที่ได้มุ่งประสงค์เอาไว้ ด้วยการร่วมกันนำพาวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่นให้พัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อรับใช้สังคม และท้องถิ่น ร่วมกันเชิดชูชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีให้เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา ของชาวลุ่มแม่น้ำตาปี และประชาชนคนทั้งประเทศ สมกับเจตนารมณ์ของครูผู้อยู่ในดวงใจของพวกเราตลอดไป</p><p> ขอขอบคุณ อาจารย์นนทชัย โมรา คณบดีนิติศาสตร์ อาจารย์ทศพร จินดาวรรณ รองคณบดีฝ่ายนโยบายและแผน ผู้มีส่วนผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้วารสารฉบับนี้มีโอกาสก้าวสู่วงการวิชาการ ขอขอบคุณ ผศ.ดร.จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ผู้ริเริ่มให้เกิดวารสารประจำคณะ และนางสาวอัมพวรรณ หนูพระอินทร์ นักวิชาการวารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผู้ให้คำปรึกษาที่ดีเสมอมา ตลอดถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานคณบดีนิติศาสตร์ที่ให้การสนับสนุน และขอขอบคุณนักวิชาการทุกท่าน ที่ยอมสละเวลาสร้างผลงานวิชาการให้เกิดขึ้น เบื้องหน้าต่อจากนี้ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่จักทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจ เพื่อให้วารสารในฉบับต่อไปได้รับใช้สังคมในท้องถิ่นอย่างแท้จริง</p><p align="right"> </p><p align="right">ภูภณัช รัตนชัย</p><p> </p><p> </p><p> </p> ภูภณัช รัตนชัย Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2019-02-04 2019-02-04 1 1 บทวิจารณ์หนังสือ เรื่อง “ความยุติธรรม” (JUSTICE) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/817 <p>หนังสือ เรื่อง “ความยุติธรรม” (JUSTICE)2 เขียนโดย ไมเคิล เจ.<br />แซนเดล (Michael J. Sandel) แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล หนังสือเล่มนี้<br />เขียนขึ้นมาเพื่อค้นหาความหมายปรัชญาและวิวาทะ “ว่าด้วยความยุติธรรม<br />ในทุกมิติ” ผ่านตัวอย่างร่วมสมัยในชีวิติจริงของตัวผู้เขียนเองและตัวผู้แปล</p> สิทธิกร ศักดิ์แสง Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 195 212 ลำดับชั้นทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ : วิเคราะห์ตามหลักนิติรัฐ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/810 <p>ประกาศของคณะปฏิวัติ ที่มีค่าบังคับเท่าพระราชบัญญัติ ยังมีความ<br />ขัดแย้งในทางวิชาการเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบันของประเทศไทยว่า<br />“ประกาศคณะปฏิวัติเป็นแหล่งที่มาของกฎหมายระดับกฎหมายบัญญัติชอบ<br />ด้วยกฎหมายหรือไม่” ซึ่งยังมีความเห็นอยู่ 2 แนวทาง คือ เป็นกฎหมาย กับ<br />ไม่เป็นกฎหมายถือเป็น “โมฆะ” และเมื่อพิจารณาศึกษาถึงประกาศของคณะ<br />ปฏิวัติที่ใช้บังคับในปัจจุบัน มีอยู่หลายสถานะหรือหลายลำดับชั้น บางฉบับ<br />มีสถานะเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ บางฉบับมีสถานะเทียบเท่ากฎหมายระดับ<br />กฎหมายบัญญัติ บางฉบับมีสถานะทางกฎหมายเป็นกฎหมายระดับกฎหมาย<br />ลำดับรอง นั้นมีกระบวนการวิธียกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มประกาศของคณะปฏิวัติ<br />ด้วยกฎหมายระดับใด ประเด็นปัญหาที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว<br />คือ ประกาศของคณะปฏิวัติที่มีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ จะ<br />ใช้กระบวนการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกระทำโดยการตราพระราชบัญญัติ<br />คือ กฎหมายที่ต่ำกว่ายกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่สูงกว่านั้นเหมาะ<br />สมหรือไม่เป็นการทำลายลำดับชั้นทางกฎหมายหรือไม่ ยังเป็นข้อถกเถียงกัน<br />วงวิชาการต่อไป</p><p>Numerous conflict in Thailand is whether an Announcement<br />of the Revolutionary Council can be counted as the legitimately law<br />or not. First opinion indicates that the Revolutionary Declaration<br />cannot be deemed as source of law; it becomes void due to lacking<br />of legitimacy. Another view point is that the Coup becomes the<br />Sovereign and thus its declaration can be deemed as the law.<br />However, giving that it is deemed as the “law”, we are looking<br />into several hierarchies of its declaration and some of them is<br />tantamount to Constitution, and some is parliamentary act. Most<br />of the Act can be amended by the National Legislation Assembly<br />process during the Coup Regime. However, it is necessary to find<br />out if the new coming government and parliament can exercise<br />the power to amend or abrogate those “Constitution or Act”or not<br />and if it is proper to follow such approach. These issues become<br />debatable about proper means to do so.</p> นนทชัย โมรา Copyright (c) 2018 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 1 27 การลดความผิดทางอาญาของยาเสพติด และการลดอันตรายจากการเสพยาเสพติด(The Legal Concept to Control Drug : Decriminalization & Harm Reduction) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/811 <p>สารเสพติด ถูกใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษามาอย่างยาวนาน ใน<br />ขณะเดียวกันก็ถูกใช้ในการแสวงประโยชน์ทางการเงินจากผู้เสพติดด้วย อันนำ<br />มาซึ่งอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์ จนท้ายที่สุด องค์การสหประชาชาติ<br />ได้มีมติที่จะต้องกำจัดยาเสพติดให้สิ้นไปจากมวลมนุษยชาติ หรือ the zerotolerance<br />approach โดยกำหนดเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น Single<br />Convention on Narcotic Drugs of 1961, Amended in 19722 (ซึ่งจะเรียก<br />ว่า อนุสัญญา 1961), The Convention on Psychotropic Substances,<br />1971 (ซึ่งจะเรียกว่า อนุสัญญา 1971)13 และ United Nations Convention<br />Against Illicit Traffic in Narcotic Drugs and Psychotropic Substances<br />of 1988 (ซึ่งจะเรียกว่า อนุสัญญา 1988)4 ให้ประเทศภาคีสมาชิกร่วมกันดำเนิน<br />การกำจัดยาเสพติดและขจัดความทุกข์ทรมานของผู้ติดยาเสพติดให้สิ้นไป </p><p>อนุสัญญาดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกจะต้องออกกฎหมาย<br />กำหนดฐานความผิดและโทษอาญารุนแรงที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดมาเป็น<br />เวลายาวนาน แต่การบังคับใช้กฎหมายกลับไม่ได้ผลตามเป้าหมาย zerotolerance<br />approach แต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามกลุ่มประเทศยุโรป<br />โดยเฉพาะโปรตุเกสได้ใช้นโยบายลดความผิดทางอาญาของยาเสพติดลง<br />(Decriminalization) ควบคู่กับนโยบายรักษาผู้ติดยาภาคสมัครใจและเป็น<br />ความลับ (Harm reduction process) โดยไม่มีกระบวนการทางคดีอาญา<br />ด้วยแต่ประการใด แต่ทำให้จำนวนผู้ติดยาเสพติดและผู้ติดเชื้อ HIV ลดลงด้วย<br />แต่ในประเทศที่ประกาศสงครามกับ ยาเสพติดอย่างรุนแรงจะมีแต่การเสีย<br />งบประมาณพร้อมกับชีวิตประชาชนจำนวนมาก ดังที่เกิดในประเทศ Mexico<br />ในช่วงปี ค.ศ. 2006-2010 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 30,000 ราย สำหรับประเทศไทย<br />ได้ยึดถือทั้งสองแนวทาง ตั้งแต่การเพิ่มโทษเกี่ยวกับยาเสพติดให้รุนแรงยิ่งขึ้น<br />และบังคับให้ผู้เสพและผู้จำหน่ายรายย่อยเข้ารับการบำบัด5 แต่ดูเหมือนไม่มี<br />สัญญาณบ่งชี้ถึงความสำเร็จแต่ประการใด ผู้เขียนเห็นว่า การรักษาภาคสมัคร<br />ใจโดยไม่มีกระบวนการทางอาญาเข้าไปเกี่ยวข้องจะลดปัญหายาเสพติดในสังคม<br />ไทยได้ การนำแนวคิดว่าด้วย Decriminalization and harm reduction มา<br />ใช้ในสังคมไทย จึงจำเป็นสำหรับสังคมไทย บทความนี้ ได้นำแนวคิดในการลด<br />การเป็นความผิดมากล่าวไว้พอสังเขป ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้ในรายงาน<br />วิจัยที่เสนอต่อสำนักงาน ป.ป.ส. ต่อไป</p><p>Drug has been long used in medical treatment in the long<br />history of human society and simultaneously has been financially<br />exploited from drug addicted users and brings about criminal<br />commission in several dimensions. The United Nations, then, seted </p><p>up the policy of “zero-tolerance approach” in the Single Convention<br />on Narcotic Drugs of 1961, Amended in 1972 (called as Convention<br />of 1961), the Convention on Psychotropic Substances, 1971 (called<br />as Convention of 1971) 1 and the United Nations Convention Against<br />Illicit Traffic in Narcotic Drugs and Psychotropic Substances of 1988<br />(called as Convention of 1988) and imposed its Nations’ members<br />to completely root out the drugs and torment of the durg users.<br />Those Conventions demand all parties to impose criminal<br />penalty severely for a long time, but law enforcement has not<br />been absolutely successful under the concept of zero-tolerance<br />approach. In constrast, the drug absuses seem to be more seriously<br />problematic. Many European countries turn back from such<br />approach to “Decriminalization and Harm reduction approach.”<br />For instance, Portugal government has officially declared to<br />decriminalize all kinds of drugs in different ways, and motivate<br />drug users to get medical treatment voluntarily under the program<br />of Harm reduction process, without criminal sanction but subject<br />to the administrative practice. The latter policy seems successful<br />based on the HIV infection of the drug users are critically decreased,<br />while the countries declaring the war against drug, for example,<br />Mexico, during 2006 – 2010, cause the death and casualties over<br />30,000. Thailand has accepted the former approach in the past<br />and attempted to adopt “Compulsory Rehabilitation Treatment<br />Process” but no signs of success. The author suggests the the latter<br />approach under the concept of decriminalization of some drugs<br />and voluntary harm reduction approach might be more successfully<br />useful. All details will be delineated as followings.</p> ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 29 46 แนวทางการพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีมรดก เฉพาะที่เกี่ยวกับโรงเรือนและที่ดิน ตามร่างพระราชบัญญัติ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง(System development Inheritance Tax Particularly with respect to housing and land by the land and building tax draft) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/813 <p>การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในช่วงหลายสิบปีที่<br />ผ่านมา จะเห็นได้ว่า “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ไม่ว่าจะเป็นในทางเศรษฐกิจ สังคม<br />หรือการเมือง ก็ยังคงดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมไทยมาโดยตลอด เครื่องมือทางการ<br />คลังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของคนในสังคม<br />ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทั้งนโยบายทางด้านรายรับและนโยบายทางด้าน<br />รายจ่าย การปฏิรูปภาษีด้วยการจัดเก็บ “ภาษีทรัพย์สิน” นับว่าเป็นเครื่องมือ<br />หนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม และยังสามารถสร้างรายได้ให้<br />กับรัฐอีกด้วย ซึ่งประเทศต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือ<br />ประเทศกำลังพัฒนา ได้มีการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ในขณะที่ประเทศไทยยัง<br />ไม่มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินอย่างแท้จริง การนำเสนอการปฏิรูปภาษีของ<br />รัฐบาล โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก จึงเป็นประเด็น<br />ที่น่าสนใจว่า การจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภทนี้จะทำให้เกิดผลอย่างไรบ้างต่อ<br />ระบบเศรษฐกิจและประชาชน คนกลุ่มไหนจะเป็นผู้ที่ต้องชำระภาษี และคน<br />กลุ่มไหนจะได้ประโยชน์จากภาษีดังกล่าว บทความนี้จะนำเสนอโดยเริ่มจาก<br />การให้ภาพการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในสังคมไทย เพื่อจะได้ทราบว่าการ</p><p>ถือครองทรัพย์สินของคนในประเทศไทยมีลักษณะการกระจุกตัวหรือมีการ<br />กระจายตัวอย่างไร ส่วนที่สองว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะกล่าวถึง<br />หลักการและเหตุผลในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และผลที่จะเกิด<br />ขึ้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินฯ ส่วนที่สามว่าด้วยภาษีมรดก โดยกล่าวถึงหลักการ<br />ในการจัดเก็บภาษีมรดก การจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย และผลที่จะ เกิด<br />ขึ้นจากการจัดเก็บภาษีมรดก ส่วนสุดท้ายจะกล่าวถึงความเห็นต่อภาษีที่ดินและ<br />สิ่งปลูกสร้างและภาษีมรดก</p><p>Thailand’s economic and social development over the past<br />decades has seen the “disparity” in economic, social, or political<br />terms continue to coexist with the Thai society. Fiscal instruments<br />are one tool to help equality of people in society. The government<br />can carry out both revenue and tax revenue collection policies.<br />“Property tax” is a tool to reduce. Inequalities occur in society. And<br />it can also generate revenue for the state as well. The countries of<br />the world whether they are developed or developing countries.<br />This type of taxation has been collected while Thailand has no<br />real property taxation. Presentation of government tax reform<br />especially tax on land and buildings and inheritance tax is an<br />interesting point. How will these two types of taxation affect the<br />economy and the people? Which group of people will pay tax?<br />And who would benefit from such a tax? This article will begin with<br />a picture of the concentration of wealth in Thai society. To know<br />how the ownership of people in Thailand is characterized by the </p><p>concentration or distribution. The second part is the tax on land<br />and buildings. This will discuss the principles and rationale for land<br />and building taxation, and the consequences of land taxation. The<br />third part is related to the tax on inheritance by referring to the<br />principle of legacy taxation. Legacy inheritance in Thailand and the<br />consequences of inheritance levy. The final section will discuss the<br />views on land and buildings taxes and inheritance taxes.</p> จินตนา อุณหะไวทยะ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 81 105 พระภิกษุยักยอกทรัพย์ : ศึกษาความรับผิดทางอาญา และอาบัติตามพระวินัย(Embezzlement of Monks: Study of Criminal Liability and an ecclesiastical offense According to Discipline) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/814 <p>พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สังคมไทยส่วนใหญ่นับถือ และสืบทอด<br />กันมาเป็นเวลาช้านาน การอุปสมบทเป็นพระภิกษุถือได้ว่าเป็นการสืบทอดอายุ<br />พระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่ง ด้วยการยอมรับนับถือเอาศีลจำนวน 227 ข้อ มาเป็น<br />ข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามความพระประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ท่านทรง<br />บัญญัติพระวินัยเอาไว้ ซึ่งมีบทลงโทษที่เรียกว่า “อาบัติ” และการต้องโทษ คือ<br />การต้องอาบัติ นั่นเอง คำว่า “ปาราชิก” เป็นอาบัติที่หนักที่สุด เมื่อพระภิกษุรูป<br />ใดต้องเข้าแล้ว ย่อมขาดจากความเป็นพระภิกษุ ซึ่งต่อจากนี้ไปจะขอกล่าวเฉพาะ<br />อาบัติในข้อทุติยปาราชิก คือ “ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ได้ราคา 5 มาสก<br />ต้องปาราชิก” ขึ้นมาอ้าง สืบเนื่องจากว่ามี พระภิกษุรูปหนึ่งนำเงินของวัดไปซื้อ<br />ที่ดินและโอนเป็นชื่อตนเอง เป็นผลให้ที่ดินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนทันที ต่อ<br />มาได้ถูกฟ้องต่อศาลและตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ จึงยินยอมโอนที่ดิน<br />คืนกลับให้แก่วัดและพนักงานอัยการโจทก์ขอถอนฟ้องคดีก่อนจะมีคำพิพากษา<br />ของศาล พระภิกษุรูปนั้นจึงหลุดพ้นจากโทษอาญา เนื่องจากเป็นความผิด</p><p>อันยอมความได้ กลา่ วคือ ความผดิ นี้ผ้เู สียหายได้รบั ความเดอื ดรอ้ นโดยตรง แต่<br />บุคคลอื่นในสังคมหาได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดนั้นด้วยไม่ ผู้เสียหายจึง<br />มีสิทธิยุติคดีเมื่อใดก็ได้<br />ประเด็นปัญหาก็ยังคงค้างอยู่ต่อไปว่า พระภิกษุรูปนั้นจะต้องอาบัติ<br />ปาราชิกตามพระวินัยหรือไม่ เรื่องนี้ได้มีมติโดยกรรมการมหาเถรสมาคมวินิจฉัย<br />ชี้ขาดว่า พระภิกษุผู้ก่อเหตุไม่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะว่าคดียักยอกเงินและ<br />ที่ดินดังกล่าวนั้น เรื่องได้ยุติที่ศาลชั้นต้นแล้ว รวมทั้งไม่มีการยื่นอุทธรณ์อีกต่อ<br />ไป คดีจึงเป็นอันสิ้นสุดลง ทำให้ชาวพุทธมองว่าเป็นการใช้ข้อตัดสินโดยอาศัย<br />พื้นฐานทางกฎหมายอาญาเพียงประการเดียว และไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานทาง<br />พระวินัยแม้แต่ประการใด ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่พระภิกษุจะต้องอาบัติปาราชิก<br />และรู้แน่แก่ใจตนแล้ว ย่อมเป็นการขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที โดยไม่<br />จำต้องผูกพันกับคำวินิจฉัยของกรรมการมหาเถรสมาคมแม้แต่อย่างใด จึงขอ<br />นำเรื่องดังกล่าวนี้มาพินิจพิจารณาหาเหตุผล ด้วยหวังให้ชาวพุทธทั้งหลายได้<br />คลายวิจิกิจฉา ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาและป้องกันไม่ให้บุคคลใดมาบ่อน<br />ทำลายพุทธศาสนาได้ ด้วยการมีศรัทธาต่อพระภิกษุผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่<br />ยึดมั่นในพระธรรมวินัย เพื่อช่วยกันค้ำจุนให้พระพุทธศาสนาสถิตสถาพรสืบไป</p><p>Buddhism is a religion that most Thai society respects and<br />inherited for a long time. The monk ordination is regarded as the<br />successor to the age of Buddhism. By accepting the 227 precepts to<br />practice. To intend of the Buddha that he prescribed the discipline.<br />There are penalties called “An ecclesiastical offense” and the<br />punishment is also an ecclesiastical offense. The word “Defrock”<br />is the heaviest punishment when a monk break the discipline. It is </p><p>absent from the monk. Henceforward I will only say an ecclesiastical<br />offense in defrock : The monk steal other things must be punished<br />(Defrock) Because of that. One monk led the monastery’s money<br />to buy the land and transfer it to his own name. As a result, the<br />land is immediately owned. Later, it was filed in court and became<br />a defendant for misappropriation. Therefore, he agreed to transfer<br />the land back to the temple and the plaintiff’s prosecutor to<br />withdraw the lawsuit before the judgment of the court. The monk<br />was released from criminal punishment. Because it is compoundable<br />offences, namely, this offense directly affected the victim. But other<br />people in society are not affected by the offense. The victim is<br />entitled to end the case at any time<br />The issue is the monk will have to sue an ecclesiastical<br />offense according to the discipline or not. This has been resolved<br />by the High Commissioner of the Association. The monk who<br />committed the crime does not have to be an ecclesiastical offense.<br />Because the misappropriation of money and land that has ended<br />at the Court of First Instance and no further appeal so the case<br />ended. So, the Buddhists view it is using the judgments only on<br />the basis of criminal law and not use on the basis of any discipline.<br />Therefore, let’s take this problem to consider the reason for the<br />Buddhists do not doubt and have faith in the monk who intend to<br />the discipline.</p> สุชาดา ศรีใหม่ ฉัตตมาศ วิเศษสินธุ์ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 107 133 ข้อยกเว้นของการเปิดเผยข้อมูลตามพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 : ศึกษากรณีข้อมูล ส่วนบุคคลzThe exemption to the information disclosure principle of The Official Information Act B.E. 2540 : A Study of Personal Information) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/812 <p>แม้ว่าพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กำหนด<br />ให้การเข้าถึงข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลักสำคัญ แต่ก็ได้กำหนด<br />ข้อยกเว้นในการเปิดเผยข้อมูลไว้หลายประการ โดยในบทความนี้จะมุ่งศึกษา<br />ข้อยกเว้นเพื่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อันปรากฎอยู่ใน มาตรา 15 ของ<br />พระราชบัญญัติดังกล่าว การกำหนดข้อยกเว้นนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับกฎหมาย<br />สหรัฐอเมริกา โดยในปัจจุบันทั้งไทยและสหรัฐอเมริกาต่างก็ไม่มีกฎหมายกลาง<br />ที่มีผลเป็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทั่วไป อย่างไรก็ตามประเด็น<br />ปัญหาที่สำคัญก็คือ เมื่อร่างพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับแล้ว<br />กฎหมายไทยจะแตกต่างกับกฎหมายสหรัฐอเมริกา แต่จะไปมีลักษณะคล้ายคลึง<br />กับกฎหมายสหราชอาณาจักรซึ่งมีพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการ<br />เฉพาะ บทความนี้จึงทำการศึกษาข้อยกเว้นมาตรา 15 ของไทย เฉพาะในส่วน<br />มาตรา 15 (5) และ 15 (6) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยวิเคราะห์<br />เปรียบเทียบกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ผลการ</p><p>วิเคราะห์นำไปสู่ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ<br />ราชการให้สอดคล้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายเฉพาะต่อไป</p><p>Although the Official Information Act B.E. 2540 affirms the<br />right to access official information as its main principle, this Act<br />stipulates several exception including the protection of personal<br />data in Section 15. Comparing to the US’s law, both Thai and U.S.<br />have no specific laws for protecting personal data in a general level.<br />In addition, the exception in Section 15 is similar to the exception in<br />the U.S. Freedom of Information Act. However, the personal data<br />protection draft bill which has been approved and proposed by<br />the cabinet in January 2015 is currently being considered. After this<br />law comes into force, Thai law relating to personal data would be<br />similar to the UK which has data protection Act as specific law for<br />protecting personal data. This article aims at studying exceptions<br />in Section 15 of the Official Information Act especially Section 15<br />(5) and 15 (6) with regards to the protection of personal data by<br />comparing such sections to the U.S. and U.K. related laws. The<br />results of analysis leads to the proposal to amend the Official<br />Information Act B.E. 2540 to harmonize with the data protection<br />Act.</p> คณาธิป ทองรวีวงศ์ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 47 79 มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการอนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา การแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน (Legal Measures for the Promotion of Conservation and Protection of Expression on the Folk tales) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/815 <p>มรดกทางวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ความเป็นชนชาติที่มีความผูกพัน<br />เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏในรูปแบบต่างๆ ทั้ง<br />มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดย<br />จำแนกออกได้เป็นหลากหลายรูปแบบ ทั้งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น องค์ความรู้<br />เกี่ยวกับธรรมชาติ หรือภูมิปัญญาไทย การแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน<br />จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชมุ ชนท้องถิน่ อันควรส่งเสรมิ อนุรักษ์<br />และคุ้มครองไว้เป็นมรดกตกทอดยังชนรุ่นหลังต่อไป<br />จากการรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นกฎหมาย ตำรา งานวิจัย<br />วิทยานิพนธ์ วารสาร ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เอกสารการประชุมอบรม รวมทั้ง<br />เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม การอนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทาง<br />วัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับการแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านใน<br />เขตพื้นที่ภาคใต้ วิเคราะห์เพื่อหามาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริม การ<br />อนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม นอกจากนี้มีการเก็บข้อมูลจาก<br />กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมประเภทหนังตะลุง ผู้สืบทอด</p><p>มรดกทางวัฒนธรรมประเภทมโนราห์ รวมถึงประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ<br />มรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อหาแนวทางการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชน<br />ในการส่งเสริม การอนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม<br />ผลการวิเคราะห์พบว่า มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริม การ<br />อนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมสามารถดำเนินการได้หลากหลาย<br />รูปแบบทั้งที่เป็นรูปแบบโดยทั่วไปและรูปแบบที่มีสภาพบังคับเด็ดขาด แต่<br />จากการศึกษามาตรการทางกฎหมายของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า<br />มีลักษณะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นรูปแบบทั่วไป แต่ไม่ปรากฏมาตรการ<br />บังคับเด็ดขาดในการส่งเสริม อนุรักษ์ หรือคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งนี้<br />อาจจัดกลุ่มกฎหมายได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1) การกำหนดอำนาจหน้าที่<br />ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมเฉพาะ<br />เรื่อง และ 3) การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมเฉพาะอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<br />การกำหนดภาระหน้าที่และบทบาทผ่านกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วน<br />ท้องถิ่นและสภาองค์กรชุมชนตำบล แต่กฎหมายมีลักษณะเป็นการส่งเสริม<br />ซึ่งขาดสภาพบังคับที่ชัดเจน ทำให้มาตรการทางกฎหมายไม่เป็นไปในทิศทาง<br />เดียวกัน ส่วนผู้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านและประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย<br />ในชุมชนท้องถิ่นมีความต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเป็นหน่วยงานหลักในการ<br />ส่งเสริม อนุรักษ์ และคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น<br />การวิจัยจึงเสนอแนะให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและ<br />การแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบล<br />ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 แล้วให้องค์กรปกครองส่วน<br />ท้องถิ่นซึ่งมีพื้นที่ในชุมชุมท้องถิ่นนั้นสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ<br />สภาองค์กรชุมชนตำบลหรือด้านอื่น โดยการตกลงระหว่างกรมส่งเสริมการ<br />ปกครองส่วนท้องถิ่นกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) เพื่อให้การ<br />ส่งเสริม อนุรักษ์ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย</p><p>Cultural heritage is a unique ethnicity, it attaches the way<br />of life in local communities which appear in various forms both<br />tangible cultural heritage and intangible cultural heritage. It is<br />also classified into several forms such as local arts and culture,<br />the body of knowledge about nature or the Thai wisdom. The<br />expression of folk art and culture is one of the cultural heritage of<br />the local community which should be conserved and protected<br />as a legacy to the next generation by collecting legal documents,<br />textbooks, research papers, thesis, journals, internet information,<br />documents from meetings and training including documents<br />related to the promotion, conservation and protection of cultural<br />heritage, focusing on the expression of folk artsand culture in the<br />South, and analyzed to find legal measures in order to promote<br />the conservation and protection of the cultural heritage. Moreover,<br />there was a collection of data from the sample group such as the<br />successors to the cultural heritage of shadow puppets and Manora<br />(classical Thai dance) including the people involved with the folk<br />cultural heritage to find the guideline of community participation in<br />promoting the conservation and protection of the cultural heritage.<br />The results showed that the legal measures to promote<br />conservation and protection of the cultural heritage can be<br />performedas a general and strictly prohibited patterns. But due to </p><p>the study of Thai legal measures from the past to present found that<br />it is a traditional practice in general. However, there is no mandatory<br />measures to promote the conservation or protection of the cultural<br />heritage. The law may be grouped into 3 major groups: 1) Defining<br />the powers and duties of the local governments; 2) Protection of<br />specific cultural heritage and 3) Protection of cultural heritage,<br />especially, the assignment of duties and roles through the law of<br />the establishment of the local government organizations and the<br />council of sub-districts’ community organizations, but the law is<br />characterized as a promotion which lacks of clear enforcement that<br />making the legal measures not in the same direction, as a result,<br />the cultural successors and public stakeholders in the community<br />demand the government agencies as the main authorities in<br />promoting the conservation and protection of the local cultural<br />heritage.<br />This research suggested to the local communities which<br />have a rich cultural heritage and the expression of folk arts and<br />culture should establish the council of sub-district’s community<br />organizationin accordance tothe sub-district’s community<br />organization councils Act B.E. 2551. Then, the local governments<br />will involve in subsidiary ofthe operating expenses of the council of<br />sub-district’s community organization or others by the arrangement<br />between the department of Local Administration and the<br />Community Development Institute to promote the conservation<br />and protection of the cultural heritage in accordance with the legal<br />intentions.</p> จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 135 169 สิทธิชุมชน ในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Community Rights in Management, Maintenance, and Utilization of Natural Resources and Environment) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/llsj/article/view/816 <p>งานศึกษานี้จะศึกษาถึงสิทธิชุมชน ในการจัดการ การบำรุงรักษา<br />การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามบทบัญญัติของ<br />รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 วัตถุประสงค์ของการ<br />ศึกษา เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบ การจัดการ บำรุงรักษา การใช้ประโยชน์<br />จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืนในประเทศไทย<br />และวิเคราะห์การนำแนวคิดของ Eilinor Ostrom ในการจัดการทรัพยากร<br />ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาปรับใช้สิทธิชุมชนในการจัดการ<br />ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ วิธีการ<br />ศึกษาวิจัยโดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Documentary Research) ซึ่งจะ<br />ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร</p><p>ผลการศึกษา แนวความคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของ<br />ประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งแยกออกเป็น 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบ<br />ที่การให้รัฐเข้าไปบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง รูปแบบที่ 2 การที่รัฐ</p><p>ให้เอกชนสัมปทาน ให้สิทธิ์แก่เอกชนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และ<br />รูปแบบที่ 3 เป็นการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน แต่การจัดการทรัพยากร<br />ธรรมชาติในรูปแบบที่ 1 และรูปแบบที่ 2 เป็นที่ประจักษ์ได้ว่าไม่ประสบความ<br />สำเร็จ ปัจจุบันรูปแบบที่ 3 เป็นที่ยอมรับและมีการรับรองไว้ในบทบัญญัติ<br />รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม<br />ในการกำหนดกติกาการจัดการทรัพยากรร่วมตามแนวความคิดของ Eilinor<br />Ostrom สามารถใช้เป็นฐานแนวความคิดการจัดการทรัพยากรร่วมของ<br />ประเทศไทย ในการจัดการทรัพยากรร่วมมีลักษณะกติกา 3 ระดับ ได้แก่ 1)<br />กติการะดับปฏิบัติการ (Operational Rules) ที่เกิดจากผู้จากใช้ประโยชน์จาก<br />ทรัพยากรกำหนด 2) กติกากำกับทางเลือกร่วม (Collective Choice Rules)<br />เป็นการให้ผู้ใช้ทรัพยากร ผู้มีอำนาจภายนอก หรือเจ้าหน้าที่ กำหนดนโยบาย<br />การบริหารจัดการทรัพยากร 3) กติการะดับธรรมนูญ (Constitutional Rules)<br />เป็นการให้ผู้มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการ<br />กำหนดกติกา โดยมีกรอบหรือหลักเกณฑ์ในการกำหนดกติกาในการจัดการ<br />ทรัพยากรร่วม อยู่ 8 ประการ การที่ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดกติกาย่อมทำให้กติกา<br />ที่กำหนดโดยชุมชนนั้นสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งนำ<br />ไปสู่การจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ<br />สิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน</p><p>This research studied about Community Rights in<br />Management, Maintenance, and Utilization of Natural Resources<br />and Environment according to the Constitution law of the Kingdom<br />of Thailand 2017. The purposes of this research are to study<br />and analyze the foundation rules about the communities, their<br />uniqueness as well as their rights, in order to comprehend the </p><p>community rights as written in the Constitution Law of the Kingdom<br />of Thailand.<br />This research also studied the community participation<br />patterns along with the problem analysis to find the solution in<br />Management, Maintenance and Utilization of Natural Resources and<br />Environment in order to create the sustainable usage as stated in<br />the Constitution Law and also harmonize with Thai culture.<br />The research method is Documentary Research. The study<br />found that Thailand’s Natural Resources Management pattern can<br />be divided into 3. First pattern is Direct Government Management,<br />second is Government Concession Management and third<br />pattern is Community Management. However, Direct Government<br />Management and Government Concession Management were<br />proved inefficient whereas the Community Management has been<br />well accepted and certified in the Constitution law of the Kingdom<br />of Thailand 2017.<br />The Community Participation according to Eilinor Ostrom’s<br />methods have 3 levels in Natural Resource Management Participation<br />which are 1) the Operational Rules which settled by the users,<br />2) the Collective Choice Rules which settled by users, persons in<br />authority or officers, 3) the Constitution Rules which allowed the<br />people who have rights to cooperate and settle the rules. There<br />are 8 rules for the Natural Resource Management Participation and<br />because all the rules are settled by the community, they should<br />be consistent to the way of life and identity of the community.</p> อรทัย อินต๊ะไชยวงค์ Copyright (c) 2017 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น (Law and Local Society Journal) 2018-03-09 2018-03-09 1 1 171 193