วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj <p> วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี<strong> </strong>เป็นวารสารเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ บทความวิจารณ์หนังสือ และจดหมายถึงบรรณาธิการ <strong>มีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ</strong><strong> คือ มกราคม – มิถุนายน และ กรกฎาคม – ธันวาคม </strong>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องจัดเตรียมอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ และผ่านการพิจารณาคุณค่าจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> Suratthani Rajabhat University en-US วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2392-5779 ปกวารสาร http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/958 - ปกวารสาร - Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 สารบัญ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/959 - สารบัญ - Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 บทบรรณาธิการ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/960 <p>เมื่อย้อนไปพิจารณาผลการดำเนินงานตามพระราชกฤษฎิกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติราชการ การสั่งส่วนราชการและข้าราชการ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการได้ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมาตร 11 ที่กำหนดว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องรับข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลความรู้ด้านต่างๆ เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยจัดให้มีการจัดการความรู้ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการ ในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน จึงเป็นที่มาของการประเมินผลงานหน่วยราชการต่างๆ โดยให้มีการจัดการความรู้เป็นสาระสำคัญข้อหนึ่งด้วย..............</p> ประสิทธิ์ ทองแจ่ม Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 ความคิดเชิงวิพากษ์ของปรัชญาศิลปะหลังสมัยใหม่กับปรัชญาศิลปะของ ท่านพุทธทาสภิกขุ : ทางเลือกของการแสดงออกทางศิลปะในปัจจุบัน http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/800 <p>บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางกระแสสังคมที่กล่าวถึงการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ในแวดวงวิชาการทางศิลปะ ได้มีกระแสของการปฏิรูปขึ้นสองกระแส กระแสแรกคือการปรากฏตัวของปรัชญาศิลปะ หลังสมัยใหม่ และกระแสที่สองคือปรัชญาศิลปะของท่านพุทธทาสภิกขุ ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปทางศิลปะดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่วิชาการทางศิลปะต้องการทางเลือกใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม สาระสำคัญของการปฏิรูป คือการอธิบายว่าสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ย่อมไม่มีข้อจำกัดที่เป็นมาตรฐานตายตัวอีกต่อไป ความหลากหลาย ความเท่าเทียม การไม่มีข้อสรุป และการไม่ยึดถือสิ่งต่าง ๆ กลายเป็นข้อเสนอเพื่อรื้อถอนความเชื่อเดิมทางศิลปะ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงบทบาทของศิลปะกับการดำเนินชีวิตโดยตรง คือศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถใคร่ครวญ พัฒนา และให้ความหมายด้วยตนเองได้ การให้ทรรศนะทางศิลปะเช่นนี้ จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาชีวิตและสังคมได้อย่างกว้างขว้าง หรือเรียกว่าเปิดกว้างให้ตีความคำว่าศิลปะเสียใหม่ เพื่อทำให้มีคุณค่ามากกว่าเดิม ซึ่งความเห็นของปรัชญาศิลปะทั้งสองกระแสนี้มีความเห็นที่ตรงกันหลายประการ และความเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับการปฏิรูปความรู้ด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน</p> พิชัย สุขวุ่น Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 1 35 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัย http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/913 <p>การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัย (Research – Based Learning; RBL) เป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการทำโครงงานด้วยกระบวนการวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัยมี 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ จิตตปัญญาศึกษา การคิดเชิงระบบ และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัยใช้จัดการเรียนรู้ ใน 2 ภาคการศึกษา โดย ภาคการศึกษาที่ 1 เน้นการพัฒนาเค้าโครงโครงงานฐานวิจัย และภาคเรียนที่ 2 เน้นในเรื่องการทำวิจัยและการนำเสนอผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัยมีการประเมินผลการเรียนรู้ ใน 7 ประเด็น ได้แก่ 1) ผลงานโครงงานฐานวิจัยของผู้เรียน 2) ความสามารถในการอ่านและการเขียน 3) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 4) การคิดสะท้อนและกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง 5) ทักษะระหว่างบุคคล 6) ทักษะการสื่อสาร 7) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานฐานวิจัย</p> วัฒนา รัตนพรหม Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 37 60 สิงคโปร์ผลิตและพัฒนาครูอย่างไร http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/799 - ประวิต เอราวรรณ์ Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 61 84 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการคิดกับรูปแบบเทคนิคการช่วยเสริมศักยภาพที่มีต่อระดับทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ในการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/622 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการคิดกับรูปแบบเทคนิคการช่วยเสริมศักยภาพที่มีต่อระดับทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ในการเรียนแบบ Blended Learning ที่ใช้เทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่เรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนไทรแก้ววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ที่มีรูปแบบการคิดต่างกัน จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคช่วยเสริมศักยภาพ (Scaffolding) ที่เสริมด้วยเทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS จำนวนรูปแบบละ 17 กิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.45) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.281 ถึง 0.719 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.625 และมีค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.831 แบบทดสอบวัดทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จำนวน 3 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเขียนตอบ โดยมีค่าความเที่ยงระหว่างผู้ตรวจ เท่ากับ 0.976 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.470 ถึง 0.660 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.30 มีค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.740 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ และสถิติทดสอบสมมติฐาน Two Way ANOVA</p><p> ผลการวิจัย พบว่า</p><p> 1. นักเรียนที่มีแบบการคิดต่างกัน เมื่อได้รับการฝึกด้วยเทคนิคการช่วยเสริมศักยภาพ ในการเรียนแบบ Blended Learning ที่ใช้เทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS แล้ว มีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p> 2. นักเรียนที่มีรูปแบบการเรียนแบบ Blended Learning ที่ใช้เทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS เมื่อได้รับการฝึกด้วยเทคนิคการช่วยเสริมศักยภาพต่างกัน มีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p> 3. ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างรูปแบบการคิด และรูปแบบการเรียนแบบ Blended Learning ด้วยเทคนิค KWDL บูรณาการกับเทคนิค SSCS ที่ใช้เทคนิคการช่วยเสริมศักยภาพที่ต่างกัน ที่ส่งผลต่อทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุเทียน ดาศรี Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 85 99 ผลกระทบจากการกลายเป็นเมืองด้านการเข้าถึงและครอบครองสินทรัพย์ทุนของครัวเรือนแรงงานชานเมืองขอนแก่น http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/961 <p>ชานเมืองขอนแก่นมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากปรากฏการณ์การกลายเป็นเมืองที่คืบคลานสู่พื้นที่ชานเมือง ทำให้ครัวเรือนแรงงานชานเมืองได้รับผลกระทบทางด้าน การเข้าถึงและการครอบครองทรัพยากรในการดำรงชีพเป็นอย่างยิ่ง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลกระทบจากการกลายเป็นเมืองในด้านการเข้าถึงและครอบครองสินทรัพย์ทุนของครัวเรือนแรงงานชานเมืองขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีหน่วยวิเคราะห์ระดับครัวเรือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์ เพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกครัวเรือนแรงงานชานเมือง 15 ครัวเรือน และการสนทนากลุ่มย่อย ตลอดจนใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม พื้นที่ในการศึกษาวิจัยคือบ้านเป็ด บ้านเลิงเปือย บ้านสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาผ่านโปรแกรม ATLAS.ti</p><p>ผลการวิจัยพบว่า การขยายตัวของเมืองขอนแก่นในพื้นที่ชานเมืองมีลักษณะการเปลี่ยนแปลง 2 ลักษณะ 1) การเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพของพื้นที่ชานเมือง<strong> </strong>ได้แก่ ถนน ที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และตลาด 2) การเปลี่ยนแปลงด้านกิจกรรมเมือง ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน อาชีพที่หลากหลาย การบริโภคและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความสัมพันธ์ในชุมชน ปรากฏการณ์การกลายเป็นเมืองดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและครอบครองสินทรัพย์ทุนของครัวเรือนแรงงานชานเมืองขอนแก่น ได้แก่ ทุนทางวัตถุ ทุนทางการเงิน ทุนมนุษย์ ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทางสังคมและวัฒนธรรม มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านบวกและด้านลบ</p> กฤษดา ปัจจ่าเนย์ ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 101 125 เครือข่ายทางสังคมของแรงงานสตรีลาวย้ายถิ่นในจังหวัดอุดรธานี http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/624 <p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เรื่อง “การสร้างเครือข่ายทางสังคมของแรงงานสตรีลาวย้ายถิ่นในจังหวัดอุดรธานีประเทศไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกระบวนการสร้างเครือข่ายทางสังคมของแรงงานสตรีลาวย้ายถิ่นในจังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นแรงงานสตรีลาวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทย จำนวน 15 ราย ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี คัดเลือกด้วยวิธีบอกต่อ วิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมและกระบวนการสร้างเครือข่ายทางสังคม ด้วยโปรแกรม UCINET</p><p>ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการสร้างเครือข่ายทางสังคมของแรงงานสตรีลาวย้ายถิ่น มี 4ขั้นตอนสำคัญ ประกอบด้วย การมีความสัมพันธ์และประสบการณ์ร่วม การมีปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน การประสานผลประโยชน์ และการขยายตัวของเครือข่ายทางสังคม ส่วนความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายทางสังคมยังมีลักษณะเชิงช้อน แม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน</p> จันทะมา วรรณหงส์ Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 127 148 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิผลการจัดระบบสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/962 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อศึกษาผลการจัดระบบสารสนเทศของสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิผลการจัดระบบสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูจำนวน 1,895 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 320 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ แบบสอบถามเรื่องการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและประสิทธิผลการจัดระบบสารสนเทศของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p><p class="Default">ผลการวิจัยพบว่า การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับ ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวางแผนการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการดำเนินการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการปรับปรุงการดำเนินการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการติดตามและการประเมินผลการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ในส่วนของประสิทธิผลการจัดระบบสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับ ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการนำข้อมูลไปใช้ ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้านการตรวจสอบข้อมูล ด้านการจัดเก็บข้อมูล ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และด้าน การประมวลผลข้อมูล ตามลำดับ และความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษากับผลการจัดระบบสารสนเทศของสถานศึกษา ตามการรับรู้ ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยรวมมีความสัมพันธ์ระดับค่อนข้างสูง (r =0.70) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ปาริชาติ คงคาชัย ชูศักดิ์ เอกเพชร สมคิด นาคขวัญ Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 149 168 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/801 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาสมรรถนะการวิจัย, สร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัย ประเมินผลการใช้รูปแบบ และความพึงพอใจต่อรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี การวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1 ศึกษาความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา จำนวน 68 คน โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจากการศึกษาความต้องการในขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบคุณภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3 ทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักศึกษา จำนวน 28 คน ประเมินความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการใช้รูปแบบ โดยใช้แบบทดสอบ มีค่าความยาก ระหว่าง .20-.80 ประเมินสมรรถนะทางการวิจัยทางการบริหารการศึกษา โดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .96 และประเมินความพึงพอใจ โดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p><p> ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา ของนักศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ คือ ด้านทักษะการดำเนินการวิจัย ด้านความรู้ทางการวิจัย และ ด้านคุณลักษณะของนักวิจัย ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ คำชี้แจงการใช้รูปแบบ ความเป็นมาและความสำคัญของรูปแบบ หลักการและวัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน และแนวทางการประเมินผลรูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ กำหนดวิธีการวิจัยเป็น 4 ขั้นคือ ทดสอบความรู้พื้นฐานการวิจัยก่อนใช้รูปแบบ ทดลองใช้รูปแบบตามกระบวนการและขั้นตอนของรูปแบบที่กำหนด ทดสอบหลังการใช้รูปแบบ ประเมินผลการใช้และความพึงพอใจของการใช้รูปแบบ จากการทดลองใช้ พบว่า ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการประเมินสมรรถนะการวิจัยก่อนและหลัง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยทางการบริหารการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> โสภณ เพ็ชรพวง Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 169 196 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ ในการพัฒนาตลาดสดสุขภาพ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/963 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการ มีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการในการพัฒนาตลาดสดสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุข คณะกรรมการตลาด ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ความต้องการในการพัฒนาตลาดสดสุขภาพ พบว่า ชุมชนต้องการให้มีการพัฒนาตลาดให้สะอาด บรรยากาศดี อาหารมีคุณภาพ ไม่มีสารปนเปื้อน โดยการกำหนดกิจกรรมในการพัฒนาตลาดสดสุขภาพ 2) การวางแผนกิจกรรม เพื่อวางแผนกิจกรรมร่วมกันได้นำเสนอ 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรม ให้ความรู้เรื่องอาหารปลอดภัย กิจกรรมตรวจสุขภาพ กิจกรรมการรับประทานอาหารตามวิถีไทย 3) ดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้ร่วมกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุข คณะกรรมการตลาด ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการดำเนินการทั้ง 4 กิจกรรมตามแผน 4) ขั้นสะท้อนการปฏิบัติกิจกรรม เพื่อร่วมพิจารณาสิ่งที่ได้รับจากการดำเนินกิจกรรมและปรับรายละเอียดย่อยของกิจกรรม พบว่าการดำเนินการในทุกกิจกรรมเป็นกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ต่อชุมชน และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และ 5) ขั้นประเมินผลโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ของการพัฒนามีความก้าวหน้าในการจัดกิจกรรม 4 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการออกกำลังกาย มีการออกกำลังกาย เป็นประจำทุกวัน 2) กิจกรรมการให้ความรู้เรื่องอาหารปลอดภัย มีการให้ความรู้ผ่านเสียงตามสายเป็นประจำทุกวัน 3) กิจกรรมการตรวจสุขภาพ มีการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน และ 4) กิจกรรมการรับประทานอาหารตามวิถีไทยสุขภาพ มีการให้ความรู้อาหารสุขภาพ และการจัดแสดงอาหารสุขภาพทุกวัน</p> อติญาณ์ ศรเกษตริน รุ่งนภา จันทรา ชุลีพร หีตอักษร Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 197 211 ความฉลาดทางอารมณ์และความเครียดของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/809 <p align="center"><strong> </strong></p><p>การวิจัยครั้งนี้เป็นเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ระดับความฉลาดทางอารมณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ (สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-60 ปี) ที่มีค่าความเชื่อมั่น = 0.90 และแบบประเมินวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง ที่มีค่าความเชื่อมั่น = 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และหาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับความเครียด โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่มีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในภาวะปกติ และมีระดับความเครียดปกติ/ไม่เครียด 2) จากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับความเครียด พบว่า ความฉลาดทางอารมณ์โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กับความเครียดในระดับต่ำ โดยมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงกันข้าม (ความสัมพันธ์ทางลบ) r = -0.143* อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยความฉลาดทางอารมณ์ด้านความรับผิดชอบ การตัดสินใจแก้ปัญหา และด้านความภาคภูมิใจของนักศึกษาพยาบาล มีความสัมพันธ์ ทำให้เกิดความเครียดในเกณฑ์ปกติ/ไม่เครียด</p> กมลชนก ทองเอียด เดือนนภา ไชยพรหม Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 213 231 ผลของการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/786 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยใช้กระบวนการการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัด สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ตัวแทนครัวเรือน ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเทศบาลในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบบันทึกการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และแบบสอบถามผลของรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p><p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเทศบาลตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดทำเป็นโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมในเขตเทศบาลตำบลบ้านนา เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอยด้วยการจัดการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ มีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การประเมินสถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอย 2) การวางแผนการจัดการขยะมูลฝอย 3) การปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอย และ 4) การติดตามผลการจัดการขยะมูลฝอย จัดทำโดยคณะกรรมการการจัดการขยะมูลฝอยซึ่งมาจากเทศบาล ผู้นำชุมชน และตัวแทนครัวเรือน ปริมาณขยะมูลฝอยหลังจากการดำเนินการมีแนวโน้มลดลง กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการขยะมูลฝอยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 67.93 และมีพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนโดยรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 75.47 จุดเด่นของรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชนเทศบาลตำบลบ้านนา คือ สภาพแวดล้อมในเขตพื้นที่นำร่องสะอาดทัศนียภาพสวยงาม ถนนเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ขวางทางจราจร ลดแหล่งนำเชื้อโรคในชุมชน ลดปัญหาขยะตกค้างในตอนกลางคืนทำให้ไม่ส่งกลิ่นเหม็น และสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จุดที่ต้องพัฒนา คือ การตรงต่อเวลาในการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเทศบาล การประชาสัมพันธ์/รณรงค์การจัดการขยะมูลฝอยไม่สม่ำเสมอ และควรจะมีแนวทางในการจัดการขยะอินทรีย์ที่เป็นรูปธรรม</p><p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความสำนึกในการจัดการขยะมูลฝอยอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรเหมาะสมกับบริบทของชุมชนจะทำให้การจัดการขยะมูลฝอยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> รุ้งกานต์ พลายแก้ว ประภัสสร อักษรพันธ์ Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 233 248 ศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/964 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 220 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ในการวิเคราะห์สถิติค่าที (t-test) และ ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) </p><p class="Default">ผลการศึกษาพบว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารมีศักยภาพอยู่ในระดับมาก ในด้านสิ่งดึงดูดใจ การเข้าถึง และด้านการอนุรักษ์/ การรักษา ทั้งนี้มีความโดดเด่นเรื่องความมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีเอกลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่ควรพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกโดยควรจัดให้มีห้องน้ำที่เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและมีการรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ด้านกิจกรรมควรมีการจัดระเบียบและ เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการสักการะและบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ให้แก่นักท่องเที่ยว และด้านบุคลากรควรพัฒนาเรื่องการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ซึ่งทั้งสามด้านนี้ มีศักยภาพอยู่ในระดับปานกลาง ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกับความคิดเห็นที่มีต่อศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> ปิ่นฤทัย คงทอง รุ่งโรจน์ เย็นชัยพฤกษ์ วีรยา มีสวัสดิกุล Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 249 271 พฤติกรรมความสุข http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/965 - ภวิกา ภักษา Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 273 279 แนะนำผู้เขียน http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/966 - แนะนำผู้เขียน - Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 281 284 ผู้ทรงคุณวุฒิ http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/967 - ผู้ทรงคุณวุฒิ - Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 285 285 คำแนะนำทั่วไปของผู้เขียน http://e-journal.sru.ac.th/index.php/srj/article/view/968 - คำแนะนำทั่วไปของผู้เขียน - Copyright (c) 2018 วารสารราชภัฏสุราษฎร์ธานี (Suratthani Rajabhat Journal) 2018-11-02 2018-11-02 5 2 287 295